อะไรจิต
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๖๙. เรื่อง “จิตแก้จิต”
กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูขอเรียนสอบถามคำถามดังนี้
๑. กราบขอคำอธิบายว่า จิตแก้จิต มีความหมายและวิธีการอย่างไร และผู้ที่แก้จิตตนเองได้นั้นก็คือยังคงเป็นปุถุชนที่มีความเห็นที่ตรงขึ้น และเข้าใจในหลักการวิธีปฏิบัติมากขึ้นหรือเปล่าเจ้าคะ
๒. ขณะที่พระอัญญาโกณฑัญญะท่านมีดวงตาเห็นธรรมว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา” ท่านพิจารณากาย เวทนา จิต หรือธรรมคะ
๓. จำเป็นหรือไม่คะว่า ถ้าละสักกายทิฏฐิ จะต้องพิจารณากายหรือเวทนาเท่านั้น หากพิจารณาจิตหรือธรรมารมณ์ จะละสักกายทิฏฐิได้หรือไม่เจ้าคะ
ตอบ : คำถามเนาะ มันแปลก คำถามมันย้อนแย้งในตัวของมันเอง คำถามถามมา ถามมาถ้าเป็นทางโลกนะ ว่าลองภูมิหรือเปล่า เพราะว่าคำถาม คำถามที่ ๑ คำถามที่ ๒ และคำถามที่ ๓ คำถามที่ ๓ มันก็แย้งกับ ๑ ๒ มันแย้งกันในตัวมันเอง
ถ้ามันขัดมันแย้งในตัวของมันเอง ผู้ถามสับสน สับสนและไม่มีทางออก แต่เพียงแต่จับประเด็น จับใจความเวลาเราอธิบายธรรมะ แล้วก็เอาคำอธิบายของเรากลับมาถามเรา เพราะความสับสน ขัดแย้ง ยอกย้อน ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ภาวนาไม่เป็นเป็นแบบนี้ คนไม่เป็นมันก็คือไม่เป็น สับสน ขัดแย้ง ยอกย้อน
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีขัดไม่มีแย้งกัน แต่เวลาขึ้นบทใด เทฺวเม ภิกฺขเว สอนภิกษุ สอนภิกษุหรือสอนใคร แล้วคำสั่งสอนพูดเรื่องอะไร พอมันเรื่องอะไร เห็นไหม อนุปุพพิกถา เรื่องปุถุชน เรื่องคนทั่วไป ก็พูดถึงเรื่องศรัทธาความเชื่อ
ถ้าคนที่มีศรัทธามีความเชื่อ พระประพฤติปฏิบัติไปแล้วได้บุคคลที่ ๑ บุคคลที่ ๒ แล้ว เวลาไปหาท่าน ท่านก็พูดถึงเรื่องบุคคลที่ ๓ ถ้าบุคคลที่ ๓ ผ่านแล้ว ท่านพูดถึงบุคคลที่ ๔ แล้วบุคคลที่ ๑ ๒ ๓ ๔ เวลามันเป็น มันเป็นอย่างไร
นี่พูดถึงว่า ถ้ามันชัดเจนถูกต้องชอบธรรม ไม่มีขัดและไม่มีแย้งกัน มันจะไปแนวทางเดียวกัน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีขัดไม่มีแย้งกัน ถ้ามีขัดมีแย้งกัน มันต้องมีผู้ที่ผิดพลาดแน่นอน
นี่เหมือนกัน คำถามมันถามมา มันขัดแย้งในตัวมันเอง
๑. แก้จิต วิธี ความหมายอย่างไรคะ และผู้ที่จะแก้จิตตนเองได้นั้นยังเป็นปุถุชนอยู่หรือเจ้าคะ
จะบอกว่ามันไร้สาระ มันไร้สาระแบบผู้ที่ภาวนาไม่เป็น เวลามันฟังธรรมะแล้วมันก็สับสน สับปลับ จับต้นชนปลายไม่ได้ ฟังไม่ได้ศัพท์ก็จับไปกระเดียด ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด แล้วก็วุ่นวายไปหมดน่ะ ธรรมะนี้ธรรมะโต้แย้งกันไปเรื่อย
แก้จิตๆ แก้อย่างไรเจ้าคะ
เอ็งเห็นจิตหรือ จิตมันเป็นอย่างไร สีขาวหรือสีดำ ตัวมันผอมหรือตัวมันอ้วน ไม่รู้จัก ความไม่รู้จัก เพราะไม่รู้จัก เวลาพูดถึงแล้วมันเลยสับสนไง
แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติแล้ว ท่านไม่ต้องไปสับสนไปขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น ให้ทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา
ใครทำความสงบของใจได้ คือทำสัมมาสมาธิได้ ทำสัมมาสมาธิได้ จะยกขึ้นวิปัสสนาได้หรือไม่ได้ ถ้ายกขึ้นสู่ไม่ได้ พระกรรมฐานตายอยู่แค่นี้ พระกรรมฐานที่ทำๆ กันอยู่ตายแค่นี้ เพราะภาวนาไม่เป็น
เพราะภาวนาเป็นมันจะรู้เลย สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
สมถกรรมฐานคือสัมมาสมาธิ ถ้าสัมมาสมาธิ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วผู้ที่อ่อนด้อย อ่อนด้อยอำนาจวาสนา ก็คิดว่าความสงบนั้นเป็นนิพพานๆ แล้วก็ติดกันอยู่นั่นน่ะ แล้วก็หันซ้ายหันขวา เหลียวซ้ายแลขวา ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เพราะไม่มีบุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔
เวลาบุคคลคู่ที่ ๑ สมุจเฉทปหาน ขณะจิตคือนิโรธดับทุกข์ จบ บุคคลคู่ที่ ๑ บุคคลคู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ มันสมบูรณ์แบบของมันในตัวของมัน แล้วสมบูรณ์แบบในตัวของมัน ผู้แสดงธรรม เห็นไหม ผู้ที่อยู่ที่บุคคลคู่ที่ ๑ ไง
พระอานนท์เป็นพระโสดาบัน เวลาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ภิกษุณี เมื่อก่อนภิกษุณีออกเที่ยวธุดงค์วิเวกไป แล้วก็ไปโดนพวกเดียรถีย์ทำการข่มขืน ทำการต่างๆ ร้อยแปด
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยบัญญัติว่า ภิกษุณีต้องจำพรรษาอยู่ในร่มเงาการดูแลของภิกษุ ของภิกษุสงฆ์ แล้วภิกษุสงฆ์แล้ว ภิกษุณีจำพรรษาแล้ว ถึงคราวอุโบสถ พระต้องไปแสดงธรรม ต้องไปเทศนาว่าการภิกษุณี
ภิกษุณีบวชมา ๑๐๐ ปีก็จะอบรมสั่งสอน คือเทศน์แบบพระภิกษุไม่ได้ พระภิกษุบวชแม้แต่วันเดียว พระภิกษุณีบวชมา ๑๐๐ พรรษา ก็เทศน์อบรมสั่งสอนพระภิกษุไม่ได้ แล้วพระภิกษุต้องไปเทศนาว่าการภิกษุณีไง
ถึงเวลาเวรของพระอานนท์ไง พระอานนท์ต้องไปเทศน์สั่งสอนภิกษุณี พระอานนท์รู้ เพราะพระอานนท์เป็นพระโสดาบัน บุคคลคู่ที่ ๑ ว่าภิกษุณีที่จำพรรษาอยู่นั้นมีภิกษุณีที่เป็นพระอรหันต์ เขารู้ไส้รู้พุงไง พระอานนท์ไม่ไป
พระอานนท์นะ เวลาถึงเวรพระอานนท์ พระอานนท์ไปอาราธนาพระกัสสปะไปแสดงแทน เพราะพระกัสสปะเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์รู้เท่าทันอารมณ์ของพระอรหันต์ด้วยกันไง รู้จักบุคคลคู่ที่ ๑ บุคคลคู่ที่ ๒ บุคคลคู่ที่ ๓ บุคคลคู่ที่ ๔ ไง เทศนาว่าการไปอยู่ในระดับไหน หัวใจของบุคคลที่ภาวนาเป็นเขารู้ของเขา เขาเห็นไส้เห็นพุงหมดน่ะ
พระอานนท์เป็นพระโสดาบัน ไม่กล้าไปนะ ถึงเวลาเวรของพระอานนท์จะนิมนต์พระกัสสปะไปแทน เขารู้เช่นเห็นชาติ เขารู้ไส้รู้พุง ผู้ภาวนาเป็นเขาเป็นหมดน่ะ
ฉะนั้น เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน เห็นไหม
ไอ้ที่ว่า “จิตแก้ยากนัก ผู้เฒ่าจะแก้ว่ะ”
นี้เป็นคำของหลวงปู่มั่น แล้วเราก็จำขี้ปากของท่านมา
วิธีการแก้จิต แก้จิตแก้ยากนะ แก้จิตแก้ยากนะ
แล้วแก้จิตแก้อะไร แก้อารมณ์ ไม่มีจิตหรอก ปุถุชนคนหนาทำสมาธิไม่เป็น ได้แค่อารมณ์ความรู้สึก แล้วก็เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกนี้เป็นจิต แล้วก็ใคร่ครวญกันที่อารมณ์ความรู้สึกนี้ เป็นตรรกะ เป็นการโต้แย้งของสังคม แล้วสังคมก็มัวเมาอยู่กับความรู้สึกกันอย่างนี้
แล้วสิ่งที่คำถาม “แก้จิตแก้อย่างไรเจ้าคะ”
มันก็คือเอาจากที่เราเทศน์นี่แหละกลับมาถามเรา
มันจะแก้อะไร อะไรคือจิต ไม่รู้จักจิตแล้วจะมาแก้จิต
“วิธีการแก้จิตคือแก้ตนเองได้แล้วยังเป็นปุถุชนอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ”
มันฟ้องตัวมันเองอยู่แล้ว ขึ้นศาล เอกสารมันขัดแย้งกัน เขาไม่รับฟ้องหรอก เอกสารเท็จ แจ้งความเท็จ ภาวนาเป็นเท็จ อารมณ์เป็นเท็จ
แก้จิตแก้ที่ไหน จิตคืออะไร อะไรคือจิต จับต้นชนปลายไม่เป็นหรอก
สัมมาสมาธิ เออ! รู้จักจิต สมาธิเป็นแบบนี้เนาะ นี่คือตัวจิตเดิมแท้ จิตแท้ๆ เป็นแบบนี้ ถ้าเป็นแบบนี้ ถ้ามีอำนาจวาสนามันก็ไม่หลงใหลไปไง
ถ้าไม่มีอำนาจวาสนามันก็ไหลไปเลย อารมณ์หนึ่งก็ว่าโสดาบัน อารมณ์ที่สองก็สกิทาคามี อารมณ์ที่สามอนาคามี อารมณ์ที่สี่พระอรหันต์ ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลยก็ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิมไง ของมันมีอยู่แล้วต้องไปถามอะไร ก็มันมีอยู่แล้ว เข้าไปก็ชนไปเลย
ไร้สาระ มันเป็นโวหารที่พูดคุยกันในสังคมชาวพุทธ แล้วก็เรื่องของเขา สังคมคุยกัน มันก็คุยกันเรื่องธมฺมสากจฺฉาไง โต้แย้งกันแล้วได้ประโยชน์อะไร ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย
เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านภาวนาเป็น ท่านฟังแล้วท่านก็เฉยๆ แต่ในใจมันสังเวช มันสลดและสังเวชกับความรู้ความเห็นของสังคม แต่สังคมมีวุฒิภาวะเท่านั้น จะไปให้คนคิดเหมือนเรา มีเจตนาให้เหมือนเรา ถ้าคนนั้นคิด คนนั้นไม่ฉลาด คนนั้นก็ทุกข์เปล่าๆ คือโง่ต่างหากไง
ผู้ที่ฉลาดเขารู้แล้ว เขารู้อยู่ว่าแก่นของกิเลสมันมั่นคงแน่นหนาขนาดไหน แล้วเวลาคนที่จะมาประพฤติปฏิบัติ ฉาบฉวย ไฟไหม้ฟาง ทำพอเป็นพิธี แล้วก็
“แก้จิตคือผู้ที่รู้จิตตัวเองแล้ว แก้แล้วเป็นปุถุชนใช่ไหมเจ้าคะ”
มันจะไปแก้อะไรล่ะ อันนี้มันเข้าทรงทรงเจ้า พ่วง! ลูกช้างหายแล้ว หายเลย อารมณ์ชั่วคราว ไร้สาระ มันเป็นเรื่องไร้สาระ
“แก้จิตแก้ยากนะ ผู้เฒ่าจะแก้ว่ะ”
ผู้เฒ่าคือหลวงปู่มั่น ผู้เฒ่าท่านสังเวชกับพระกรรมฐานที่ออกประพฤติปฏิบัติ แล้วจับต้นชนปลายไม่ได้ แล้วเวลาหลงใหลไปแล้ว
“ผู้เฒ่าจะแก้ว่ะ ผู้เฒ่าตายไปแล้ว คนแก้จิตหายากนะ”
ท่านปลุกเร้า ท่านปลุกระดมให้พระกรรมฐานที่พยายามจะต่อสู้กับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน ให้รีบเร่ง ให้ขวนขวาย เพราะมีหลวงปู่มั่นเป็นประธานสงฆ์อยู่ เพราะมีหลวงปู่มั่นท่านจะแก้จิตให้เราได้
“แก้จิตแก้ยากนะ แก้จิตยากนะ ผู้เฒ่าจะแก้ว่ะ หมู่คณะให้ภาวนามา ภาวนามา ผู้เฒ่าจะแก้นะ ผู้เฒ่าตายไปแล้ว คนแก้หายากนะ ถ้าผู้เฒ่าตายไปแล้ว คนแก้จะหาที่ไหน”
แล้วนี่แก้อะไรล่ะ แก้อารมณ์ไง ถ้าคิดเพ่งโทษเขา คิดทำร้ายเขา พอเท่าทันความคิดตน มันก็วางความคิดได้ นี่แก้จิตหรือ อารมณ์มึงทั้งนั้นน่ะ อารมณ์ที่มันอาฆาตเขา อารมณ์ที่อิจฉาเขา อารมณ์ที่จะไปทำร้ายเขา มันเป็นเวรเป็นกรรม มโนกรรมทั้งสิ้น
แล้วตรึกในธรรมะพระพุทธเจ้า บอกมันเป็นเวรเป็นกรรมขึ้นมา ก็มีศรัทธามีความเชื่อขึ้นมา มันก็ปล่อยวางอารมณ์นี้ได้ พอปล่อยอารมณ์นี้ได้ มันคิดได้ไง โดยจิตสำนึกมันคิดได้ นี่อารมณ์ทั้งนั้นน่ะ แก้ตรงไหน เอ็งเห็นจิตเอ็งหรือยัง เอ็งรู้จักสมาธิหรือเปล่า
จิตเห็นจิตเป็นมรรค
จิตตัวเองก็ไม่รู้จัก สมาธิก็หลอกกันไปหลอกกันมา
คนที่รู้จักจิตตัวเอง รู้จักสมาธิตัวเอง รู้เลยว่าคนภาวนาเป็นสมาธิ ไม่เป็นสมาธิ อ้าปากพูดก็รู้ ถ้าเป็นสมาธิแล้วติดสมาธิก็จบ ถ้าเป็นสมาธิแล้วก็พยายามยกขึ้นสู่วิปัสสนาให้ได้ ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ นั่นแหละจะแก้จิต เพราะจิตเป็นสัมมาสมาธิคือตัวจิต
แล้วตัวเองแก้ตัวเองไม่ได้ ตัวเองหาตัวเองไม่ได้
ครูบาอาจารย์ท่านมีอุบายสอนวิธีการให้ได้ ถ้าเห็น จิตเห็นจิตเป็นมรรค
นี่มันไม่เห็นไง คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ความคิดทั้งหมดเป็นสมุทัย ผลของความคิดเป็นทุกข์ อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดเป็นสมุทัย เพราะมันมีกิเลส มันทำสมาธิไม่เป็น
“คิดเท่าไรไม่รู้ ต้องหยุดคิด”
หยุดคิดนั่นแหละคือสมาธิ
“ผลของการหยุดคิดก็ต้องใช้ความคิด”
คนภาวนาเป็นนะ พูดถูกหมดน่ะ แต่พวกจับต้นชนปลายไม่ได้ พวกสับสน พวกชักหน้าไม่ถึงหลัง เอาหลังเป็นหน้า เอาหน้าเป็นหลัง ต้นคด ปลายคด คดในข้อ งอในกระดูก
แก้จิตค่ะ แก้จิต
จิตอะไร อะไรคือจิต
นี่ไง คำถาม “๒. ขณะที่พระอัญญาโกณฑัญญะท่านมีดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับไปเป็นธรรมดา ท่านพิจารณาเวทนา กาย จิต หรือธรรมเจ้าคะ”
ต้องย้อนไปอีก ๒,๐๐๐ ปี ต้องย้อนไปอีก ๒,๐๐๐ กว่าปี ไปถามพระอัญญาโกณฑัญญะ พิจารณาอย่างไรล่ะ ๒,๐๐๐ กว่าปี ๒๕๖๖ ปีแล้ว แล้วใครจะไปถามพระอัญญาโกณฑัญญะล่ะ
ไอ้นี่มันถามยอกย้อน
เพราะเราจะยืนยัน เราจะยืนยัน เพราะในเทศน์ของเราส่วนใหญ่แล้วจะยืนยันพระอัญญาโกณฑัญญะๆ เรายืนยันเพราะพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพระโสดาบันตอนที่มีดวงตาเห็นธรรม นั่นบุคคลที่ ๑
ถ้าบุคคลคู่ที่ ๑ มันมีกิจจญาณ สัจจญาณ มันมีวงรอบ ๑๒ ถึงจะเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันมันมีคุณธรรม มีรูปสมบัติอย่างไร แล้วพระโสดาบันมันจะเริ่มต้นอย่างไร เราเป็นการยืนยันต่างหาก
แล้วนี่ย้อนกลับมาว่า พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม พิจารณาเป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรมเจ้าคะ
คนภาวนาเป็นนะ มันไม่เป็นประเด็นเลย มันไม่มีประเด็น หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว ท่านสอนตลอด พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ถ้ารู้อย่างหนึ่งมันทะลุทั้ง ๔ อย่าง เพราะมันแก้สงสัยอันเดียว มันหายสงสัยทั้งหมด
แล้วมันจะอันไหนล่ะ มันไม่เป็นประเด็นไง
แต่นี่มันเป็นประเด็น พิจารณากายกับพิจารณาเวทนาว่าเหมือนกัน พิจารณาจิตกับพิจารณาธรรมก็ไม่เหมือนกัน พิจารณาธรรมก็เป็นอย่างหนึ่ง พิจารณาจิตก็อย่างหนึ่ง
ไอ้พวกยอกย้อน คดในข้อ งอในกระดูก
ภาวนาไม่เป็นก็ส่วนไม่เป็น แต่ไอ้เรื่องคำถามนี้ คำถามมันสับสนไง มันสับสน มันยอกย้อน แล้วไม่เข้าใจ
เราจะบอกว่า หลวงตาท่านพูด คนถามก็ถามไม่เป็นนะ คือคำถามมันไม่เป็นประเด็น มันไม่เป็นธรรมะ มันเป็นความสงสัย มันเป็นความกังวลเฉยๆ มันเป็นความวิตกกังวล สับสน แล้วก็จะถามให้เข้าใจไง ก็แก้ในอารมณ์ตัวไง
แล้วพระอัญญาโกณฑัญญะจะพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต หรือพิจารณาธรรมล่ะ
จะกลับไปถามพระอัญญาโกณฑัญญะใช่ไหม พระอัญญาโกณฑัญญะภาวนาถูกหรือภาวนาผิดไง
ถ้าพระอัญญาโกณฑัญญะ เพราะมันเป็นการยืนยันโดยวิทยาศาสตร์ โดยหลักการในพระพุทธศาสนา เวลาจะยืนยันเพื่อความถูกต้องชอบธรรม มันก็ต้องยืนยันโดยความถูกต้องชอบธรรม บุคคลและเหตุการณ์ มันเป็นจริงตามเหตุการณ์นั้น
ไม่ใช่ว่าจะมาบอกว่า ธรรมะมันมีอยู่โดยดั้งเดิม ไม่ต้องทำอะไรเลยมันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องทำอะไรเลย มันจะวิ่งมาชนเราเลยธรรมะ
ลูกช้างไง เป่าพ่วงเดียวหายเลย มันเรื่องไร้สาระ
“๓. จำเป็นหรือไม่คะว่า ละสักกายทิฏฐิแล้วจะต้องพิจารณากาย เวทนาเท่านั้น หากพิจารณาจิต พิจารณาธรรม จะละสักกายทิฏฐิได้หรือไม่เจ้าคะ”
นี่มันเป็นเรื่องการสับสนน่ะ
จะบอกว่า เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ท่านเทศนาว่าการไว้หมดแล้ว ผู้ที่จะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาหกล้มก้มกราบมาตลอด หัวหกก้นขวิดมา การกระทำมันยากแสนยาก ผู้ที่มีอำนาจวาสนาหรือไม่มีอำนาจวาสนา
ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา เริ่มต้นจับต้นชนปลายไม่ได้หรอก
การจับต้นชนปลายได้ เริ่มต้น เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง เวลาประพฤติปฏิบัติยาก ยากอยู่คราวแรกนี่ คราวแรกคือบุคคลที่ทำงานไม่เป็น ทำงานไม่เป็น พยายามฝึกงานๆ ถ้าฝึกงานได้ ทำงานเป็นแล้ว มันจะก้าวหน้าต่อไปของมันไป
นี่เหมือนกัน การจะประพฤติปฏิบัติให้เข้าสู่ธรรมๆ มันเป็นโลกกับธรรมไง โลกคือกิเลส โลกคือทิฏฐิมานะ โลกคือความเห็นแก่ตัว โลกคือเข้าข้างตัวเอง โลกคือความสงสัย โลกทั้งนั้น
ถ้ามันเข้าสู่ธรรมๆ เข้าสู่ธรรมคือศีล สมาธิ ปัญญา ศีลคือความปกติของใจ สมาธิคือความสุขสงบ เวลาเกิดปัญญาขึ้นมามันรู้ของมันชัดเจน ชัดเจนว่า ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ไม่ใช่สุตมยปัญญา ไม่ใช่จินตมยปัญญา ไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่ตรรกะ ไม่ใช่ใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามันเป็นจริงนะ
ถ้ามันเป็นจริงมันก็เข้าสู่ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าตัวเองจะพิจารณาก็เรื่องหนึ่ง ถ้าไม่ได้พิจารณาก็เป็นเรื่องความสงสัย ถามมากวนส้นเท้า
แต่ถ้ามันเป็นความจริงนะ มันก็เป็นการสับสนของตน แล้วความสับสนอย่างนี้มันไม่ควรสับสนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะหลวงตาท่านเทศน์อยู่ทุกวัน ๑๐๓.๒๕ พิจารณากายก็ได้ พิจารณาเวทนาก็ได้ พิจารณาจิต พิจารณาธรรมก็ได้
คำว่า “ก็ได้ๆ” อะไรก็ได้ เพราะคนภาวนาเป็นเขารู้
จริตนิสัยของคน คนภาคอีสานชอบกินส้มตำ คนภาคเหนือชอบกินแคบหมูกับน้ำพริกอ่อง คนใต้กินน้ำบูดู คนภาคกลางชอบกินต้มยำกุ้ง ต้มยำกุ้ง เพราะแม่น้ำเจ้าพระยา กุ้งมันเยอะ พื้นฐานของภูมิภาคก็ต่างกัน จริตนิสัยก็ต่างกัน
คนที่เขาภาวนาเป็นเขารู้ จริตนิสัยการพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม แล้วแต่จริตนิสัยของคน เพราะจริตนิสัยของคนก็โรคภัยไข้เจ็บ
โรคภัยไข้เจ็บ ถ้ารักษาตามโรคภัยไข้เจ็บนั้น โรคนั้นก็จะหาย โรคภัยไข้เจ็บ ไปหมอพาณิชย์ มันวินิจฉัยไปยอกย้อนอยู่อย่างนั้นน่ะ เอาตังค์ก่อน เอาตังค์จนหมดกระเป๋าแล้วมันค่อยบอกว่าทายาแดงก็หาย ไม่ต้องรักษาก็หาย
นี่มันเรื่องสับสน เรื่องยอกย้อน
ละสักกายทิฏฐิคือสัจจะความจริง สังโยชน์ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ถ้าสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิความเห็นผิด ทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ
แม้แต่ทิฏฐิ เวลาสังโยชน์มันขาด โอ้โฮ! มหัศจรรย์ใจของตน สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น คือเกิดขึ้นในใจของพระอัญญาโกณฑัญญะนี่ไง
เรายืนยันทุกวัน ที่เราเทศน์แล้วเรายืนยันพระอัญญาโกณฑัญญะ เพราะต้องการให้เห็นว่า ถ้าเป็นผู้ที่ภาวนาเป็น เขาภาวนากันอย่างนี้
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอนอย่างนี้ ลูกศิษย์ลูกหาเพชรน้ำหนึ่งของท่าน เวลาบรรลุธรรม รู้ธรรมขึ้นมา รู้จริงๆ เห็นจริงๆ เป็นความจริงที่หลวงปู่มั่นท่านอุทาน เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านไปรายงานผลของการพิจารณาเวทนาไง
“เออ! มันต้องอย่างนี้สิ”
เห็นไหม แก้จิตไง
หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอรหันต์ เวลาหลวงตาท่านไปรายงานผลของคู่ที่ ๑
“เออ! มันต้องอย่างนี้สิ”
เวลาพระอัญญาโกณฑัญญะพิจารณา สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงถ้าดับไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เออ! พระอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ พระอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปล่งอุทานเลย มันภูมิใจ มันดีใจ มันมีพยานไง ผู้รู้จริงเห็นจริงไง แล้วไม่ถามมาสับสนอย่างนี้ แล้วไม่ต้องถามด้วย มันจริงด้วยกัน มันจริงด้วยกันมันก็จบไง
เห็นไหม ละสักกายทิฏฐิ ละให้จริงๆ นะ อย่าละที่กระดาษ อย่าละที่ลายเซ็น อย่าละที่ปาก เวลามันละที่ใจ บุคคลคู่ที่ ๑ อุดมสมบูรณ์ในใจดวงนั้น แล้วไม่กะล่อน ปลิ้นปล้อนไม่ได้ วิจิกิจฉาไง ลูบคลำไม่ได้ เพราะตัวมันละหมดแล้ว มันจะลูบๆ คลำๆ ทำให้เห็นผิดก็ไม่ได้ ทำเซ่อๆ ซ่าๆ ว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่
ถ้ามันละได้จริงไง มันไม่เซ่อๆ ซ่าๆ แล้วซุ่มๆ ซ่ามๆ ทำนู่นผิด ทำนี่ผิด ไม่มี สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ไม่ลูบไม่คลำตามความเป็นจริง เห็นไหม แก้จิต จิตเห็นจิตเป็นมรรค
ฉะนั้น ถ้ามันไม่เห็นจิต มันอารมณ์ความรู้สึก มีแต่ความคิด
“อันนั้นเป็นความคิด ของเราเป็นปัญญา”
มันก็ความคิดทั้งนั้นน่ะ
มันมีสมาธิ ไม่มีสมาธิต่างหาก ถ้ามีสมาธิแล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น ก็ติดสมาธินั่นแหละ
“มันมีอยู่โดยดั้งเดิม”
มีอยู่เพราะไม่ต้องทำอะไรไง คำพูดมันฟ้องหมดน่ะ มีอยู่โดยดั้งเดิม ไม่ขยับ ไม่ทำอะไรเลย ไม่ทำอะไรเลยมันจะได้อะไร แล้วถ้าทำมันทำผิดล่ะ ทำผิดก็ไม่ได้ ทำผิด ทำไม่เป็น ทำไม่ถูก ไม่ได้ทั้งนั้น
ทำต้องให้ถูกด้วย สัมมาทิฏฐิ ถูกต้องชอบธรรม แล้วถูกต้องชอบธรรม ครูบาอาจารย์ที่ท่านตรวจสอบกัน ตรวจสอบกันอย่างนี้ไง ท่านถึงถามปัญหากันอยู่นี่ไง
“แล้วไม่ต้องมีขณะก็ได้”
โอ้โฮ! มันสองชั้น สามชั้นนะ เพราะว่าครูบาอาจารย์ไม่มีขณะ ไม่มีขณะคือไม่มีสมุจเฉท ไม่มีสมุจเฉทมันไม่มีนิโรธ ไม่มีนิโรธมันไม่ดับทุกข์ มันไม่อยู่ในอริยสัจ
“พวกเราไม่มีก็ได้”
ก็พวกเปรตไง
“พวกเราไม่ต้องมีก็ได้”
โอ้โฮ! มันฟังแล้วมันหยาบมาก ตัวเองผิดพลาดขนาดไหนยังป้องกันตัวเองนะ โจรมันปล้นแล้ว มันทำลายเขาแล้วนะ มันยังบอกว่ามันเป็นพระอรหันต์น่ะ นั่นน่ะสังคมของเขา สังคมไทย สังคมชาวพุทธ
แล้วเวลาครูบาอาจารย์ท่านสลดสังเวช ท่านทั้งสลด ทั้งสังเวช ทั้งธรรมสังเวช สังเวชถึงความรู้ความเห็น สังเวชถึงกิเลสมันครอบงำหัวใจของผู้ปฏิบัติ จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๗๐. เรื่อง “ท่อนแขน”
กราบนมัสการหลวงพ่อ ขอความเมตตาหลวงพ่อให้คำแนะนำในเรื่องปฏิบัติด้วยนะคะ
มีอยู่วันหนึ่งลูกฟังธรรมและพยายามทำจิตให้สงบ จากนั้นในขณะนั่งอยู่ ลูกมองมือแขนขวาของตัวเอง แล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่มือของเรา เป็นเหมือนท่อนอะไรสักท่อนหนึ่ง แต่ตอนมองหัวเข่าทั้งสองข้างที่อยู่ใต้มือ ก็รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งตามร่างกายปกติ
หลังจากนั้นลูกก็กลับมามองที่มืออีกครั้ง แล้วลองนึกพุทโธๆ ได้สักพักแป๊บหนึ่งไม่ถึง ๓๐ วินาที ก็มีความรู้สึกเหมือนเดิมว่ามือกับแขนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายค่ะ เลยอยากจะขอความกรุณาหลวงพ่อช่วยแนะนำเรื่องการปฏิบัติต่อด้วยเจ้าค่ะ
และลูกขอเล่าเท้าความเหตุการณ์อดีตคล้ายกันนี้ค่ะ
คือเมื่อหลายปีก่อนลูกกำลังหวีผม แล้วรู้สึกว่าแขนที่เคลื่อนไหวมันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายเรา คือรู้สึกว่ามีอะไรไหวๆ แต่เหมือนมันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเรา เหมือนกับเคลื่อนไหวของมันไปเฉยๆ เจ้าค่ะ เป็นเหตุการณ์คล้ายๆ กันที่เคยเกิดคราวที่แล้วเจ้าค่ะ ขอบพระคุณ
ตอบ : ความรู้สึกของพวกเรา คนที่มีวาสนา ไม่มีวาสนานะ เวลาเขามองเหตุการณ์ใดๆ แล้วเขาสลดสังเวชไง
เวลาคนมีสติปัญญา เขามองเหตุการณ์ถึงสังคม สังคมเขามีวิกฤติต่างๆ มองแล้วมันสะเทือนใจ แต่บุคคลบางคนเขามองแล้วเขาปกติ เขาเฉยๆ บางคนเขามองแล้วเขาสมน้ำหน้า เขามองด้วยทิฏฐิมานะของแต่ละบุคคลมันไม่เหมือนกัน
นี่พูดถึงอำนาจวาสนานะ แล้วไม่ใช่บุคคลคนอื่นด้วย บุคคลคนเดียว แม้แต่ตัวของเรา บางทีอารมณ์เราดีๆ หรือบุญกุศลของเรามันเต็มเปี่ยม มันมองอะไรเป็นธรรมไปหมดนะ ถ้าวันไหนเวลาจิตใจเราแห้งแล้ง จิตใจเรามันทุกข์มันยาก มันมองอะไรมันขัดอกขัดใจไปหมดน่ะ แม้แต่หัวใจของเราคนเดียว ในเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์มันยังแตกต่างกันไปเลย
นี่ก็เหมือนกัน ทีนี้เวลาเรามาฝึกหัดนั่งสมาธิภาวนา เวลาจิต เวลาพุทโธๆ จิตมันมองไปที่ท่อนแขนของตน ว่าท่อนแขนนี้ไม่ใช่ของเรา แต่เวลามองให้ลึกลงไป เพราะท่อนแขน ฝ่ามือมันวางอยู่บนหัวเข่า มันวางอยู่บนตัก พอมองไปที่หัวเข่า ทำไมหัวเข่าเป็นของเราล่ะ ทำไมมือไม่เป็นของเราล่ะ เวลามองไปแล้ว มองกลับไปกลับมา อ๋อ! มันก็เป็นเราทั้งหมดนั่นแหละ
เพราะมันเป็นของเราอยู่โดยวิทยาศาสตร์ โดยสัจจะ โดยความเป็นจริง จริงตามสมมุติ ร่างกายเป็นของเราจริงๆ เป็นของของเราโดยสมมุติ สมมุติคือชาตินี้ แต่มันไม่เป็นของเราเป็นความจริงตลอดไป เพราะเราสั่งร่างกายของเรา อวัยวะสิ่งใดไม่ได้สักอย่างหนึ่ง เวลามันชำรุดเสียหาย เราก็ต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนแปลงมัน นี่ไง มันจริง มันจริงตามสมมุติ มันเป็นของเราจริงๆ ตามวิทยาศาสตร์ ตามสมมุติ
แต่ถ้าเป็นความจริงในพระพุทธศาสนา นิพพาน อนันตกาล นี่ไง ไม่มีกาลไม่มีเวลา ไม่มีการเคลื่อนไปและไม่มีการเคลื่อนมา นี่ของจริงแท้ไง แต่ของจริงของเรามันอยู่ที่กาลเวลา ผลไม้ออกแล้วก็สุก แล้วก็หลุดจากขั้ว มันไม่มีอยู่จริงหรือ มี แต่มันอยู่ตามฤดูกาลของมัน เห็นไหม
นี่ก็เหมือนกัน หัวใจของเรา หัวใจของเราเป็นนามธรรม แล้วมันก็เกิดตาย เกิดตายมามากมาย ความรู้สึกนึกคิดของคน นี่อำนาจวาสนา อำนาจวาสนาของคนมันแตกต่างกัน
ถ้าอำนาจวาสนาที่เขาได้สร้างคุณงามความดีของเขามา ทำไมเขาเกิดขึ้นมาคาบช้อนเงินช้อนทอง มันมีความสุขแท้วะ ไอ้ของเราเกิดมาเกือบตาย
มันก็วาสนาของเขา แต่เวลาเกิดมาแล้ว จะคาบช้อนเงินช้อนทองหรือคนทุกข์คนจน ถ้าฉลาด เขาบริหารอารมณ์ของเขา โดยปัญญาอบรมสมาธิไง เขาก็วางความยึดมั่นถือมั่นในใจของเขาได้ นี่เป็นสัมมาสมาธิ นี่เป็นสากล เป็นคนที่สามารถแสวงหาได้เหมือนกัน
แต่แสวงหามาได้โดยความทุกข์ยาก คือคนปฏิบัติยากรู้ยาก แสวงหามาโดยความสะดวกของเขา คือการปฏิบัติง่ายรู้ง่าย บางคนปฏิบัติง่ายเขาก็รู้ง่าย เขาทำได้ของเขาจริงๆ แต่สัมมาสมาธิมันก็อยู่ใต้กฎของอนิจจัง คือมันก็แปรปรวนตลอดเวลา สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจังทั้งสิ้น เราก็แสวงหาความดี ความดีของเราเพื่อประโยชน์กับเราไง
นี้จะย้อนกลับมา ว่านี่นั่งพุทโธๆ แล้วมันมองไปที่ท่อนแขน ท่อนแขนนี้มันไม่ใช่เรา
มันก็เป็นความรู้สึกหนึ่ง มันก็ไม่แปลกและไม่เสียหาย แต่เราต่างหากงงไง เราต่างหาก “ทำไมมันไม่ใช่ของเรา ถ้ามองลงไปที่หัวเข่ามันเป็นของเรา”
ไอ้เราก็เลยสับสนไง
ความคิดมันเร็วกว่าแสง ความคิด ความรู้สึกแต่ละอารมณ์ แต่ละปัจจุบันอันหนึ่ง แต่พอมันเคลื่อนไป มันความคิดต่อเนื่องไป มันก็เลย แล้วไม่ยอมวางอารมณ์นั้นไง ไม่ยอมวางอารมณ์ว่าท่อนแขนไม่ใช่เราไง ก็เลยจับว่าท่อนแขนไม่ใช่เรา กับที่หัวเข่าเป็นเรา หรือสรรพสิ่งเป็นเรา มันขัดแย้งกัน แล้วเราก็งง แล้วก็ว่า “หลวงพ่อ นั่นมันคืออะไร”
ความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้น ความรู้สึกหนึ่งก็ดับไปแล้ว แต่ความรู้สึกปัจจุบันนี้งงๆ งงๆ อยู่นี่
เราก็วางให้หมด เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดา แล้วฝึกหัดของเราบ่อยๆ ครั้งเข้า เหมือนกับคนที่เขาออกกำลังกาย เขาออกกำลังกายทุกวันๆ สุขภาพร่างกายเขาแข็งแรง
ไอ้เราก็ออกกำลังกายทางจิต เราก็ฝึกหัดภาวนา ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง แข็งแรงขึ้น มันก็จะเข้าใจเรื่องนี้ โฮ้! กูไม่น่าถามหลวงพ่อเลย ขายขี้หน้า
เวลามันรู้แล้วนะ มันเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ตอนนี้มันสงสัยไง ถามหลวงพ่อ แล้วยังบอกอีกนะ หลวงพ่อ เทียบเคียงเมื่อหลายปีก่อนมันก็เป็นแบบนี้
แสดงว่าเรามีจริตมีนิสัย เรามีจริตมีนิสัยระหว่างธรรมะไง
เราเกิดมาเป็นโลกๆ เราต้องมีการศึกษา เราต้องมีปัญญา เราต้องมีเท่าทันกับสังคม เราจะอยู่กับสังคมได้ด้วยไม่เป็นเหยื่อของเขา เราต้องรู้จักสังคม รู้จักหมู่คณะ รู้จักต่างๆ เพื่อดำรงชีวิตนี้ให้ราบรื่น
นี่เหมือนกัน พอเวลาอยู่ในสังคมแล้ว สังคมมันก็เกิดมาชั่วชีวิตหนึ่งใช่ไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาท่านสอนถึงอริยสัจ สัจจะความจริง ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติ อย่างน้อยมันก็เป็นจริตเป็นนิสัย
ถ้ามันมีจริตนิสัยขึ้นมา มันก็แบบที่ว่าเรามีความรู้สึกที่เห็นนู่นเห็นนี่ มันมีจริต มันมีนิสัย มันมีวาสนาของมัน มีข้อมูลเดิมในหัวใจ แล้วมันโผล่ขึ้นมาไง แล้วเราก็ได้เสวยอย่างนี้
แต่มันเสวยขึ้นมา มันรับรู้แล้วมันงงๆ นี่
มันเป็นเรื่องของอดีตอนาคต สิ่งที่มันผ่านไปแล้วมันเป็นอดีตไปแล้ว อดีตที่เราได้สัมผัสสิ่งใดที่ดีงามขึ้นมา มันก็เป็นประสบการณ์กับความรู้สึกของเรา อนาคตมันยังไม่ได้มา อนาคตมันจะสุข มันจะทุกข์ มันก็อยู่ที่ปัจจุบันที่เราทำคุณงามความดีของเรา
เพราะเราเป็นมนุษย์ เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราถึงมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้มีสัจจะความจริงในหัวใจเราบ้าง แล้วพอฝึกหัดแล้วมันจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น เกิดขึ้นก็รับรู้ไว้ แล้วก็วาง จะมีความเกิดขึ้นที่ดีๆ ที่ลึกซึ้งกว่านี้อีกมากมาย
ความรู้สึก การรับรู้สิ่งนี้มันเป็นแค่ผิวเผิน เป็นแค่เปลือกห่อหุ้มภายนอก เรายังไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ ถ้ายึดมั่นถือมั่น เราจะเข้าไปที่ละเอียดๆๆ ขึ้นไปไม่ได้เลย
เราปล่อยเราวางซะ มันเป็นเรื่องอดีต เราก็เพียงแต่เก็บข้อมูลไว้เป็นประสบการณ์เท่านั้น แล้วฝึกหัดไปข้างหน้า สิ่งที่ผ่านไปแล้วปล่อยให้มันผ่านไป แต่เราตั้งสติของเรา แล้วฝึกหัดของเราให้มันถูกต้องชอบธรรม
ความถูกต้องชอบธรรมอันนั้นต่างหากสำคัญ เพราะความถูกต้องชอบธรรมมันเป็นธรรม
อันนี้มันเป็นความถูกต้องชอบธรรมโดยอารมณ์ โดยความรู้สึก โดยวาสนา โดยการเกิดเป็นมนุษย์แค่ร้อยปี พอมันมีบุญกุศลไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม อายุขัยมากกว่านี้ เวลาเกิดแต่ภพหนึ่ง ชาติหนึ่ง อายุขัยเท่าไร อยู่ในสภาพอย่างใด มิติไหน อาหารประเภทใด
อาหาร ๔ กวฬิงการาหาร อาหารมนุษย์ อาหารของสัตว์เดรัจฉาน วิญญาณาหาร อาหารเทวดา อินทร์ พรหม วิญญาณาหารคือทิพย์สิ่งที่ทำมา ผัสสาหาร อาหารของพรหม มโนสัญเจตนาหาร
มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ มโนสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ
มโน มโนที่ทิ้งมันไปแล้ว มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่คอยสื่อสารกับวัฏฏะ นี่ผลของการปฏิบัติ รู้แจ้งแทงตลอด ไม่มีสิ่งใดๆ คาใจเลย
อันนี้แค่แขนไม่ใช่เรา ท่อนแขนเนาะ เราจะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดเพราะอะไรคะ ทำไมคนอื่นเขาไม่เห็นเหมือนเราคะ ทำไมเราเห็นของเราคนเดียวเจ้าคะ
ก็เอ็งสร้างมาแบบนี้ไง ร่องสมองเป็นแบบนี้ จิตมันรับรู้อย่างนี้ จิตรับรู้อย่างนี้แล้วยังสงสัยความรับรู้ของตนอีกทำไม ความรับรู้ก็เป็นการรับรู้ระหว่างผลกระทบ ผัสสะ แล้วก็ผ่านไปแล้ว แต่ความสงสัย ความลังเล ความสงสัย เป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วไอ้ความลังเล ความสงสัยเป็นเชื้อให้เราขวนขวาย ให้เราแสวงหา ให้เราหัวปั่นอยู่นี่ไง แล้วถ้าเราวาง จบ
วางได้อย่างไร ก็มันสงสัย
ก็มันสงสัยไง แต่ถ้าปฏิบัติต่อเนื่องไปมันรู้ชัดเจนขึ้น โฮ้! ปลายอ้อปลายแขม ไม่น่าสงสัยเลย
แต่ก็สงสัยตอนนี้ไง
เวลาวงผู้ที่ปฏิบัติหยาบ กลาง ละเอียด ละเอียดสุด เขารู้อยู่ว่าจิตใจของใครอยู่ในขั้นภูมิอย่างใด นี่ขั้นภูมิของจิต จิตข้ามภูมิปุถุชน กัลยาณชน โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ นิพพานอยู่นู่น นิพพาน ๑ ไม่ใช่บุคคล ๔ คู่นี้ นิพพาน ๑ พ้นไป อัตตาและอนัตตา อกุปปธรรม ถ้ามันเป็นความชัดเจนอย่างนั้นจะไม่สงสัยใดๆ ทั้งสิ้น เอวัง